หมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

บอกลาปัญหาสุขภาพแย่ๆด้วยการดื่มน้ำผึ้ง

บอกลาปัญหาสุขภาพแย่ๆด้วยการดื่มน้ำผึ้ง

น้ำผึ้งหากเปรียบได้ว่าน้ำผึ้งที่เรารู้จักกันนั้นก็คือสุดยอดของอาหารที่ได้จากธรรมชาติโดยมันเปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์ต่างๆอย่างเยอะ น้ำผึ้งสามารถนำไปปรนนิบัติผิวได้ และยังสามารถนำไปบำรุงเส้นผมของเราได้อีกด้วย สำหรับเรื่องความงามแล้วน้ำผึ้งสามารถนำไปใช้ได้อย่างพบกันแถมคุณนะประโยชน์ของมันยังดีต่อสุขภาพร่างกายของเราอีกด้วยนะเพราะสรรพคุณของมันแทบจะเปรียบเสมือนกับยาอย่างหนึ่งเลยแหละ

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าน้ำผึ้งดีอย่างไรหรือยังไม่รู้วิธีในการกินน้ำผึ้งจะต้องกินอย่างไรให้ถูกวิธีและควรหลีกเลี่ยงอะไรที่ไม่ควรนำมากินพร้อมกับน้ำผึ้งนั้นเอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นหากใครยังไม่รู้มาติดตามกันดูเลยว่าวันนี้เราจะมาแนะนำการกินอะไรร่วมกับน้ำผึ้งและไม่ควรกินอะไรร่วมกับน้ำผึ้งเพื่อที่จะนำไปใช้อย่างถูกวิธีและไม่ก่อให้เกิดผลร้ายตามมา

ไม่ควรกินน้ำผึ้งกับน้ำเต้าหู้นะ

ทำไมถึงไม่ควรกินน้ำผึ้งกับน้ำเต้าหู้นั่นก็เพราะว่าน้ำผึ้งมีฤทธิ์ร้อนแต่น้ำเต้าหู้จะส่งฤทธิ์เย็นซึ่งจะช่วยขับไล่ความร้อนและกระจายเลือดนั่นเท่ากับว่าถ้าหากเราได้กินพร้อมกันทั้ง 2 อย่างนี้คุณสมบัติดังกล่าวอาจจะทำให้ร่างกายปรับเปลี่ยนไม่ทันหรือทำให้ไข้ขึ้นได้และนอกจากนั้นเอนไซม์ในน้ำผึ้งยังสามารถเข้าไปทำลายเกี่ยวกับระบบโปรตีนของน้ำเต้าหู้ทำให้สูญเสียโปรตีนไปอย่างน่าเสียดายเลยนะ

ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง

ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงไม่ควรดื่มน้ำผึ้งก็เพราะว่าถึงแม้ว่าน้ำผึ้งจะเป็นสุดยอดของอาหารธรรมชาติก็ตามแต่ว่าอย่าลืมไปว่าน้ำผึ้งก็มีน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสสูงอยู่ในนั้นด้วยนะซึ่งถ้าหากเราทานเข้าไปร่างกายจะทำการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรทานเป็นอย่างยิ่งเพราะว่ามันจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงและอาจจะไปส่งผลทำลายส่วนอื่นๆของร่างกายได้เป็นอย่างดีดังนั้นอาจจะทำให้ร่างกายของผู้ที่เป็นโรคเบาหวานลดลงอย่างเห็นได้ชัดเอาเป็นว่าไม่ควรกินจะดีกว่า

ไม่ควรชงน้ำผึ้งในน้ำร้อน

หลายคนมักจะมีความคิดหรือความรู้ที่ผิดคือนิยมชงน้ำผึ้งในน้ำอุ่นแต่อันที่จริงแล้วควรเลือกน้ำอุ่นที่อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศานะจ๊ะไม่เช่นนั้นความร้อนจะไปทำลายเอนไซม์วิตามินและทำลายกรดอะมิโนและสารอื่นๆของน้ำผึ้งให้หมดไปซึ่งเท่ากับว่าคุณกินน้ำเปล่าไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนั่นเองและน้ำผึ้งนั้นไม่ควรกินในเวลาท้องเสียนะจ๊ะ ซึ่งมักจะเห็นได้ว่ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำผึ้งไว้ชงในน้ำอุ่นผสมกินกับน้ำผึ้งแล้วจิบๆทดแทนเกลือแต่อันที่จริงแล้วมันจะส่งผลทำให้คุณท้องเสียหนักขึ้นกว่าเดิม เพราะเนื่องจากน้ำผึ้งนั้นมันมีฤทธิ์พี่ค่อนข้างแรงและแทบจะเป็นยาระบายให้คุณได้เลยแหละดังนั้นการที่คุณดื่มในเวลาที่คุณท้องเสียไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง

 

สนับสนุนโดย  next88 มือถือ

เราจะวินิจฉัยเบาหวานเองได้อย่างไร

เราจะวินิจฉัยเบาหวานเองได้อย่างไร

วันนี้เราจะมาพูดถึงในเรื่องของไขมันที่ได้มีผลเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานและโรคเบาหวานนั้นเราเองก็สามารถที่จะรักษาได้ด้วยตนเองซึ่งร่างกายของเรานั้นก็จะมีอินซูลินเป็นเซลล์ที่อยู่ในร่างกายของเราและอินซูลินนั้นก็จะนำเอาไขมันเข้าไปเก็บเปิดประตูแล้วก็เอาเข้าไปเก็บนำเอาเข้าไปเก็บภายในเซลล์เหมือนกับว่าเรานั้นเก็บฟืนเอาไว้เพื่อที่จะได้เอาไว้ใช้งานแต่พอมันยัดเข้าไปมากๆ

แล้วมันก็เลยทำให้เซลล์มันแตกตายและก่อนที่เซลล์จะตายจากนั้นมันก็จะปล่อยโมเลกุนข่าวสารออกไปให้เซลล์ต่างๆได้รู้ว่าถ้าอินซูลินจะเอาไขมันเข้ามาเก็บในบ้านเยอะแล้วอย่าไปยอมถ้ายอมแล้วจะตายมันก็เลยทำให้เซลล์อื่นได้รับโมเลกุนข่าวสารได้ล็อกกอนข้างในเปิดประตูเพื่อไม่ให้อินซูลินเอาไขมันเข้าไปเก็บ 

สภาวะนี้เขาเรียกกันว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินมีอินซูลินเยอะแต่ไม่ดีเข้าน้ำตาลเข้าเซลล์ไม่ได้เอาไขมันเข้าเซลล์ไม่ได้เบาหวานที่ทำให้เกิดอาการดื้อต่ออินซูลินเราได้เรียกว่าเป็นเบาหวานประเภทที่2 ประเภทที่1ไม่มีอินซูลินและประเภทที่2นั้นมีอินซูลินแต่ว่ามันจะทำให้เซลล์นั้นดื้อต่ออินซูลิน

นอกจากนี้แล้วเราจะวินิจฉัยเบาหวานเองได้อย่างไรมันจะยุ่งยากไหมบอกเลยว่ามันไม่ยุ่งยากเพราะก็แค่เจาะเลือดแล้วก็ดูน้ำตาลที่อยู่ในเลือดเพราะเบาหวานเป็นโรคที่วินิจฉัยจากตัวเลขแล้วถ้าเจาะดูน้ำตาลหลังจากอดอาหารที่เรียกว่าFBSถ้ามันได้ตั้งแต่100ขึ้นไปเรียกผิดปกติและถ้าจะให้ต่ำกว่าปกติจะต้องต่ำลงมากกวส่า100 และถ้า100ขึ้นไปเรียกว่าผิดปกติแต่ยังไม่เป็นเบาหวานจะต้อง126ขึ้นไปถึงจะเป็นเบาหวานเดี๋ยวนี้ยังมีตัววัดอีกตัวหนึ่งที่เรียกว่าตัววัดสะสมในเม็ดเลือดถ้าเจาะน้ำตาลสะสมในเม็ดเลือดได้5.7%นี่ก็ถือว่าใกล้จะเป็นเบาหวานก็คือผิดปกติแต่ยังไม่ได้เป็นเบาหวานแต่ถ้าได้ประมาณ6.5%ขึ้นไปเรียกว่าเป็นเบาหวาน

เพราะฉะนั้นในการวินิจฉัยเบาหวานไม่ได้ยุ่งยากถามว่าถ้าเราไม่ได้เจาะเลือดเลยไม่ได้อะไรเราจะวินิจฉัยเบาหวานจากอาการได้หรือไม่ซึ่งในสมัยนี้มันก็จะไม่ค่อยได้ใช้กันแล้วเพราะว่าโรคเบาหวานกว่าที่มันจะมีอาการมันจะต้องแย่มากๆก่อนและอาการมันก็จะไปโผล่ที่อวัยวะปลายทาง

อวัยวะปลายทางสำหรับเบาหวานในสมัยเป็นนักเรียกแพทย์ก็จะท่องว่า ตา ไต หัวใจ ตีน สมอง คืออาการมันจะไปโผล่ที่อวัยวะปลายทาง

ซึ่งกว่าจะมาถึงตอนนั้นมันก็เรียกว่าเป็นเยอะแล้วแต่สมัยนี้แทบจะไม่มีเลยที่คนไข้เราจะไม่รอเอาคำวินิจฉัยเอาตอนนั้นเพราะส่วนใหญ่ในสมัยนี้เราเจาะเลือดพอคนเห็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลโรคพยาบาลเขาก็จับเจาะเลือดเพราะฉะนั้นก็จะวินิจฉัยได้จากการเจาะเลือด

 

สนับสนุนโดย  รหัส ฟรี เดิมพัน next88

เลือกทานน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับคนไข้ที่เป็นโรคไต

เลือกทานน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับคนไข้ที่เป็นโรคไต

การรับประทานน้ำเราควรจะเลือกทานน้ำอย่างไรให้เหมาะสมกับคนไข้ที่เป็นโรคไต

หนึ่ง ก็คือน้ำธรรมดาเลยที่เราจะขอแนะนำให้รับประทานก็คือน้ำสะอาดก็จะเป็นน้ำอุ่นหรือว่าน้ำในอุณหภูมิภายในห้อง หรือ เป็นน้ำแข็งก็ไม่ได้ห้าม ซึ่งในกลุ่มนี้คนไข้เป็นโรคไตสามารถรับประทานได้และคนไข้โรคไตนั้นจะต้องรับประทานเท่าไรแล้วมันก็จะต้องขึ้นอยู่กับว่าคนไข้โรคไตนั้นเป็นถึงระยะไหนกันแล้วและมีอาการบวมเข้ามาร่วมด้วยหรือเปล่า

สอง ก็คือน้ำหวาน ที่จริงแล้วสำหรับไตมันจะเหมาะสมกับไตทุกระยะซึ่งน้ำหวานในส่วนนี้เราไม่ได้ห้ามสำหรับคนที่เป็นโรคไตแต่ทว่าคนไข้โรคไตนั้นได้เป็นโรคไตร่วมกับโรคเบาหวานด้วยตรงจุดนี้เราก็อยากที่จะให้คนไข้นั้นหลีกเลี่ยงในกลุ่มพวกของน้ำหวานน้ำอัดลมทุกๆอย่างควรที่จะหลีกเลี่ยงแต่สำหรับน้ำอัดลมแล้วที่มีสารให้ความหวานแท้อันนี้สามารถที่จะรับประทานได้

สาม ก็คือจะเป็นพวกของ ชากาแฟ และ ในส่วนของน้ำที่เป็นสีดำไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมอย่างข้างต้นที่เราได้บอกไปแล้วอยู่ในข้อที่สองรวมไปถึงชากาแฟในคนไข้โรคไตที่ได้เป็นระยะแรกๆที่ซอส ฟอรัสปกติกลุ่มนี้เราไม่ได้ห้ามแต่มันก็จะมีอยู่นิดหน่อยว่าถ้าเกิดว่ามีโรคเบาหวานร่วมด้วยเราเองก็ควรที่จะคุมในเรื่องของน้ำตาลแต่สำหรับตัวไตเองสำหรัยตัวกาแฟเองถ้าเกิดว่าเป็นไตในระยะที่ไม่เยอะมากเท่าไหร่

ตัวกาแฟเฉยๆตัวชาเฉยอันนี้เราไม่ได้ห้าม ถ้าเกิดว่าเป็นโรคไตในระยะท้ายๆที่เราได้บอกไป3b 4 5 ทั้งฟอกและก็ยังไม่ได้ฟอกเลือดแล้วล้างไตแล้วมีโอกาศที่แนวโน้มซอส ฟอรัสค่อนข้างที่จะสูงดังนั้นแล้วพวกกลุ่มนี้จะต้องระวังเป็นพิเศษและยิ่งเป็นพวกชาและกาแฟที่ได้ใส่นมเข้าไปในตัวนมเองนั้นมันก็จะมีทั้งซอส ฟอรัสและก็แคลเซียมที่มาขึ้นไปอีกดังนั้นคนไข้ไตในระยะท้ายๆทั้งน้ำอัดลมที่เป็นสีเข้มทั้งชาและกาแฟรวมทั้งน้ำที่เป็นสีเข้มถ้าหากได้ใส่จนนมเข้าไปกลุ่มนี้ก็ควรพยายามที่จะหลีกเลี่ยง

สี่ ก็คือ น้ำเกลือแร่ ถ้าเกิดว่าคนไข้โรคไตนั้นกระหายน้ำจะไม่ซื้อเกลือแร่มากินดีหรือเปล่า เกลือแร่ส่วนใหญ่ที่เป็นซองๆสำหรับคนที่เป็นท้องเสียหรือว่าเติมเกลือแร่ ซึ่งเกลือแร่พวกนั้นจะเป็นเกลือแร่โซเดียมและโพแทสเซียม สำหรับคนที่เป็นโรคไตแล้วจริงๆเราไม่แนะนำให้ซื้อมารับประทานสิ่งที่เราจะแนะนำเลยก็คือหากกระหายน้ำก็ให้รับประทานน้ำเปล่าจะดีมากที่สุด

 

สนับสนุนโดย  ติดต่อ next88

อุณหภูมิประเทศไทยร้อนมากอาจทำให้ถึงตายได้

อุณหภูมิประเทศไทยร้อนมากอาจทำให้ถึงตายได้

ตอนนี้คนทำงานกลางแจ้งต้องระวังอุณหภูมิประเทศไทยร้อนมากอาจทำให้ถึงตายได้

              อย่างที่เรารู้กันดีว่าในเดือนพฤษภาคมนั้นยังคงอยู่ในช่วงของฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศร้อนจัดมากๆโดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งปัจจุบันนี้หากมีการวัดอุณหภูมิบางพื้นที่อุณหภูมิความร้อนถึง 40 กว่าองศาเซลเซียสเลยก็มีทำให้น่าเป็นห่วงว่าประชาชนที่ต้องทำงานอยู่กลางแดดที่ร้อนจัดอย่างเช่นพวกคนงานก่อสร้างหรือพวกเกษตรกรอาจจะทำให้เกิดอันตราย

จากการต้องที่ตากแดดนานๆก็เป็นได้เนื่องจากการตากแดดนานๆอาจจะทำให้ร้อนจนเป็นลมหมดสติแม้แต่ชักและบางคนก็สามารถตายได้เช่นเดียวกันซึ่งเหตุการเสียชีวิตจากอากาศร้อนจัดนั้นมีเหตุผลมาจากการพักผ่อนน้อยและการที่ดื่มน้ำน้อยเช่นเดียวกันเพราะในช่วงที่อากาศร้อนนั้นร่างกายต้องการน้ำเพื่อดับความร้อนภายใน

แต่ถ้าหากใครกินน้ำน้อยก็จะทำให้ร่างกายนั้นขาดน้ำและทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายสูงซึ่งบวกกับอุณหภูมิภายนอกก็ค่อนข้างสูงทำให้ร่างกายนั้นเสียชีวิตได้ทั้งนี้เป็นการออกมาเตือนจากดีกรมการแพทย์เนื่องจากว่าในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีอากาศร้อนค่อนข้างมากจึงต้องออกมาเตือนกลุ่มที่ทำงานกลางแจ้งรวมถึงคนที่ออกกำลังกายในช่วงเวลากลางวันและผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคความดันคนที่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะๆรวมถึงคนอ้วนและคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอต่างก็อยู่ในความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายจากอากาศที่ร้อนได้ที่สำคัญในช่วงนี้อย่างที่เรารู้กันดีว่าเวลาที่จะไปใช้บริการที่ไหน

จะต้องมีการเว้นระยะห่างระหว่างกันซึ่งบางสถานที่อาจจะมีคนไปใช้บริการค่อนข้างเยอะดังนั้นการที่ต้องเว้นระยะห่างระหว่างกันนั้นอาจจะต้องมีการยืนตามริมถนนเพื่อรอคิวซึ่งการยืนรอคิวนี้นั่นเองทำให้เราเจอกับความร้อนของแสงอาทิตย์ได้แต่บางสายอาชีพถึงแม้จะทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมแต่ก็มีความเสี่ยงมากเช่นเดียวกันในการที่จะมีสภาวะร่างกาย

ที่ตอบสนองผิดปกติในช่วงที่มีการทำงานเนื่องจากว่าบางงานนั้นต้องอยู่ใกล้กับความร้อนเช่นโรงงานถลุงเหล็กหรือโรงงานทำแก้วเซรามิคต่างๆว่าจะต้องใช้ความร้อนในการเคลือบหรือการหลอมเหล็กนั่นเองดังนั้นในเรื่องของการดูแลตนเองนั้นทางที่ดีเราควรจะมีการหลีกเลี่ยงการยืนในพื้นที่ที่มีแดดร้อนจัดเราควรจะหาพัดลมเพื่อพัดระบายความร้อนในร่างกายของเราที่สำคัญหรือสิ่งอื่นใดเลยก็คือเราควรจะต้องกินน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายแต่เน้นให้จิบน้ำบ่อยๆในน้อยๆไม่ควรดื่มทีเดียวหมดขวดซึ่งจะสามารถช่วยได้เบื้องต้นในการที่จะทำให้ร่างกายของเราไม่ขาดน้ำนั่นเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  สูตร บาคาร่า bk8

พลาสเตอร์ยาหากใช้ไม่ถูกวิธีอาจมีผลเสียมากกว่าผลดี

พลาสเตอร์ยาหากใช้ไม่ถูกวิธีอาจมีผลเสียมากกว่าผลดี

     เชื่อว่าหลายๆคนเวลาที่เกิดบาดแผลขึ้นมาก็มักจะนึกถึงพลาสเตอร์ยานำมาแปะแผลเพราะต้องการป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่บาดแผลได้  เรามักจะเห็นว่าผู้คนส่วนใหญ่มักจะมีการพกพลาสเตอร์ยาไว้ติดตัวหรือแม้แต่มีเก็บไว้ในตู้เก็บยาสามัญประจำบ้านก็ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องใช้เวลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นพลาสเตอร์ยาสามารถหาซื้อได้ง่ายรวมถึงราคาไม่สูงมากนักหากใครเป็นแผลเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะนำพลาสเตอร์ยาปิดปากแผลเพื่อระงับการไหลออกของเลือดได้อีกด้วย 

    สำหรับวิธีการใช้พลาสเตอร์ยานั้นเราจะดูที่บาดแผลเป็นหลักหากบาดแผลของเราใหญ่มากลึกมากไม่สมควรที่จะใช้พัทยาในการปิดแผลแต่เราควรที่จะไปหาหมอเพื่อทำการดูแผลและล้างแผลรวมถึงคุณหมอจะเป็นคนแนะนำในการปิดแอร์เองว่าจะต้องใช้อะไรแต่หากแผลที่เราพบอยู่เป็นแผลขนาดเล็กไม่ลึกมากนักเราก็สามารถที่จะเช็คล้างทำความสะอาดแผลให้แห้ง

แนะนำพลาสเตอร์ยามาแปะ เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่บาดแผลของเราได้แต่การที่จะใช้พลาสเตอร์ยาแบบนั้นเราควรจะเลือกให้ดีโดยการเลือกพลาสเตอร์ยาที่ดีนั้นควรจะเลือกเป็นแบบพลาสติกเพราะว่าจะกันน้ำไม่ให้เข้าแผลได้รวมถึงควรจะมีระบบระบายอากาศที่มีรูเล็กๆเพื่อไม่ให้แผลอับชื้นจนเกินไปและการปิดพลาสเตอร์ยานั้นไม่ควรปิดเป็นระยะเวลานานเกินไปควรจะมีการเปิดให้บาดแผลได้รับอากาศพื้นที่แผลของเราจะได้แห้งเร็ว

และหายเร็วขึ้นเมื่อเรามีการแกะพลาสเตอร์ยาออกแล้วควรนำทิ้งทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จไม่ควรนำมาแปะซ้ำใหม่อีกครั้งหนึ่งเพราะว่าในพลาสเตอร์ยาจะมีเชื้อโรคซึ่งถ้าเราเอามาใช้ซ้ำอีกครั้งจะทำให้โลกเข้าสู่ร่างกายของเราได้จากบาดแผล

    และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งจากการใช้พลาสเตอร์ยานั่นก็คือเราไม่ควรนำพลาสเตอร์ยามาที่แผลของเราเป็นระยะเวลานานๆขอแทนที่แผลของเราจะหายเร็วกว่าจะหายช้าขึ้นได้เนื่องจากว่าแผลจะไม่แห้งแล้วก็จะไม่สมานกันการปิดพลาสเตอร์ยาที่ดีที่สุดควรปิดไว้ชั่วคราวแค่เพียง 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

แล้วแกะออกเพื่อให้แผลของเราได้สัมผัสกับอากาศเพื่อที่แผลจะได้แห้งและหายเร็วขึ้นและควรใช้พลาสเตอร์ยาอย่างระมัดระวังอย่าให้โดนน้ำเพราะว่าหากเมื่อใดก็ตามที่พลาสเตอร์ยาโดนน้ำมันจะดูดความชื้นเอาไว้ซึ่งจะทำให้บาดแผลของเรา อับชื้นและเกิดอาการเน่าได้ และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดหากเราแปะพลาสเตอร์ยาไว้ที่แพ้ของเราแล้วเวลาแกะออกให้แก่อย่างระมัดระวังเพราะเป็นไปได้ว่าตัวพลาสเตอร์ยาอาจจะเป็นบาดแผลของเราให้มีขนาดใหญ่มากขึ้นหรือเกิดการอักเสบได้อีกด้วย

นั่งนานๆระวังอาการขาบวม 

นั่งนานๆระวังอาการขาบวม 

  เรามักจะเห็นว่าคนที่ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากนักเช่นคนที่ต้องนั่งทำงานอยู่ตลอดทั้งวันมักจะมีอาการขาบวมหรือเท้าบวมให้เห็นเนื่องจากว่า โลกของเรามีแรงโน้มถ่วงซึ่งไอ้ตัวแรงโน้มถ่วงนี้เองจะดึงทุกอย่างให้ลงสู่ที่ต่ำเสมอดังนั้นเช่นเดียวกันหากเรานั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆไม่มีการขยับเขยื้อนร่างกายเรื่อยๆของเราก็จะถูกดึงลงมาส่วนที่ต่ำที่สุดนั่นก็คือบริเวณขาและเท้าแล้วเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวเลย

เลือดก็จะอยู่บริเวณขาและเท้านั้นเป็นเวลานานจนทำให้เกิดอาการเลือดคั่งอยู่บริเวณที่ขาและเท้าซึ่งจะทำให้เลือดบริเวณนั้นเป็นสีดำและเมื่อเกิดอาการเลือดคลั่งขึ้นมาบริเวณขาและเท้าก็จะมีอาการบวมขึ้นมานั่นเองและเมื่อใดก็ตามที่เราพบว่าขาและเท้ามีอาการบวมวิธีการแก้ไขง่ายๆก็คือการที่เราอาจจะมีการขยับแข้งขยับขายกเท้าให้สูงขึ้นหรือแม้แต่เป็นการนวดเบาๆที่บริเวณขาและเท้าที่บวมก็จะช่วยลดอาการบวมรวมถึงจะช่วยให้ขาและเท้าที่บวมเข้าสู่สภาวะปกติได้เหมือนเดิม 

   และสำหรับใครก็ตามที่ต้องทำงานด้วยการนั่งเป็นเวลานานๆ เป็นพนักงานออฟฟิศหรือแม้แต่พวกพนักงานคอลเซ็นเตอร์ต่างๆที่แทบจะไม่ได้ลุกไปไหนเลยเพราะต้องคอยนั่งรอโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาคุณก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาอาการเท้าบวมของคุณได้ด้วยการยืดแข้งยืดขาในระหว่างที่คุณทำงานก็ได้อาจจะยกขาสูงขึ้นหรือหาอะไรมารองขาของคุณให้สูงขึ้นหรือในขณะที่คุณนั่งทำงานไปมือของคุณก็อาจจะสามารถนวดเท้าของคุณไปด้วย

เพื่อจะช่วยให้คุณลดอาการบวมที่เท้าได้เพราะหากว่าเรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของขาและเท้าบวมอยู่บ่อยๆมันจะส่งผลทำให้เกิดลิ่มเลือดของเราอุดตันได้ซึ่งถ้าหากเกิดปัญหานี้ขึ้นมาจะมีภาวะเกิดปัญหาแทรกซ้อนของโรคได้มากมายหลายชนิดด้วยกันและที่น่ากลัวก็คือหากระบบการไหลเวียนของเลือดอุดตันขึ้นมา

เมื่อไหร่จะส่งผลให้ชีวิตของเราถึงแก่ความตายได้เช่นเดียวกันเพราะฉะนั้นการอุดตันของลิ่มเลือดจึงไม่ใช่ปัญหาเล็กๆแต่เราควรระมัดระวังดังนั้นวิธีการที่เราควรจะทำก็คือเราควรที่จะมีการเคลื่อนไหวร่างกายให้บ่อยมากที่สุดไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไปรวมถึงไม่นั่งไขว่ห้าง

และพยายามลุกเดินมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ที่สำคัญการที่เราดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการน้ำจะไปช่วยลดความเข้มข้นของเลือดซึ่งเป็นตัวการทำให้ลดการเกิดการเป็นลิ่มเลือดได้และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอหากเราปฏิบัติเช่นนี้ได้เราก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจเกี่ยวกับปัญหาการเกิดลิ่มเลือดเขาจะมีความเสี่ยงน้อยมากที่จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต

ผักสุกกับผักดิบกินแบบไหนดีกว่ากัน

ผักสุกกับผักดิบกินแบบไหนดีกว่ากัน

  หากเราจะมาเริ่มพูดถึงเรื่องของการกินผักกันแล้วแล้วก็อย่างที่เรารู้กันว่าผักนั้นมีประโยชน์และมีสารต่างๆมากมายหลายชนิดซึ่งในสารอาหารในผักนั้นสามารถรักษารวมถึงลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆได้มากมายหลายชนิดอีกด้วยยกตัวอย่างเช่นโรคมะเร็งอีกทั้งยังสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณให้กับคนที่กินผักอย่างเช่นผักบุ้งก็จะช่วยในเรื่องของการถนอมสายตา

แต่ละคนก็มีคำถามออกมาว่าแล้วการกินผักนั้นเราควรจะกินผักสุุกที่ได้รับการผัดต้มหรือนึ่งแล้วหรือเราจะควรกินผักสดที่เป็นผักดิบๆแล้วเมื่อหากเรากินผักเหล่านี้แล้วยังไงจะให้คุณประโยชน์กับเรามากกว่ากันอาจจะทำการเปรียบเทียบกันแล้วผักสดย่อมได้เปรียบมากกว่าในเรื่องของการให้คุณค่าทางโภชนาการแต่ด้วยณปัจจุบันนี้ผักสดส่วนใหญ่ชาวสวนที่ทำการปลูกผักมักจะมีการฉีดยาฆ่าแมลงเอาไว้เพื่อป้องกันแมลงมากัดกินพืชผักของเค้า

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าหากเรากินผักสดในช่วงแบบนี้จะทำให้เราได้รับสารพิษจากพวกยาฆ่าแมลงเข้าไปในร่างกายด้วยดังนั้นแทนที่เราจะได้สุขภาพอนามัยที่แข็งแรงเราอาจจะค่อยๆเจ็บไข้ได้ป่วยลงไปเพราะว่ามีสารพิษสะสมในร่างกายก็ได้ดังนั้นหากใครที่ชื่นชอบการรับประทานผักสดควรล้างน้ำให้สะอาดและล้างหลายๆรอบในขณะเดียวกันการที่เรากินผักที่ต้มสุกแล้วถึงแม้นว่าสารอาหารจะลดน้อยถอยลงมาได้รับสารอาหารไม่ได้ปริมาณที่มากเท่ากับการกินผักสดก็ตามแต่การทำอาหารให้สุกด้วย

การนึ่งหรือลวกหรือต้มก็แล้วแต่จะช่วยให้ สารพิษที่ตกค้างอยู่ในผักนั้นลดลงเนื่องจากความร้อนจะเข้าไปทำลายสารพิษดังกล่าวอีกทั้งการที่เรากินผักที่ทำให้สุกแล้วเช่นการลวกหรือแม้แต่การเร่งก็จะช่วยให้เราไม่พบกับปัญหาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ดังนั้นหากเปรียบเทียบกันแล้วไม่ว่าจะเป็นผักตดหรือผักที่มีการปรุงให้สุกแล้วเราสามารถกินได้ทั้ง 2 ชนิด

เพียงแต่ว่าต้องมาดูว่าชนิดนั้นหากกินแบบสุกๆแล้ว จะให้ประโยชน์กับเรามากน้อยแค่ไหนก็ต้องเทียบกับการกินแบบสดๆเนื่องจากผักแต่ละชนิดให้ประโยชน์กับร่างกายได้แตกต่างกันสารอาหารในผักรวมถึงเกลือแร่ในผักนั้นมีแตกต่างกันดังนั้นผักชนิดเดียวกันจึงไม่สามารถบอกได้ว่าควรจะกินสดหรือว่าคุณจะกินสุกเอาผักบางชนิดก็ไม่สามารถที่จะกินแบบสดๆเช่นเดียวกัน

ต้องนำมาประกอบอาหารเท่านั้นถึงจะให้รสชาติที่อร่อยได้ แต่ถ้าหายใครที่ต้องการกินผักดิบเราอยากได้รับสารอาหารที่มากพอกับที่ร่างกายต้องการก็อย่าลืมล้างผักให้สะอาดก่อนที่จะนำมารับประทานด้วยนะคะ

อร่อยดีมีประโยชน์กับผลไม้ 5 สี

อร่อยดีมีประโยชน์กับผลไม้ 5 สี

สำหรับใครหลายๆคนคงทราบกันดีเกี่ยวกับการกินผักและผลไม้โดยวิธีการกินเหล่านี้มันสามารถสร้างวิตามิน แร่ธาตุ หวยและไฟเบอร์หรือสารอาหารอื่นๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรานั่นเอง

แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่ยังไม่ทราบว่าผักผลไม้สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆได้ 5 กลุ่มด้วยกันและยังแบ่งเป็น 5 สีอีกด้วยแต่ละสีนั้นก็จะมีสารอาหารที่แตกต่างกันและยังมีคุณประโยชน์ที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย

สำหรับการทานผักหรือผลไม้นั้นหากคุณทานครบ 5 สีจะเป็นการช่วยเกี่ยวกับในการช่วยลดความเสี่ยงจากโรคอื่นๆได้เยอะเหมือนกันยกตัวอย่างเช่นโรคหลอดเลือดในสมองโรคมะเร็งบางชนิดหรือความดันโลหิตเป็นต้น

เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทานผักผลไม้ต่างๆนั้นมันช่วยทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงและยังมีผิวพรรณที่สดใสแถมยังช่วยให้ชะลอความแก่ชราได้เป็นอย่างดีสำหรับวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักประโยชน์ต่างๆจากผักผลไม้ที่มี 5 สีด้วยกันว่ามีอะไรบ้าง

ผักผลไม้สีเขียว

สำหรับผักผลไม้สีเขียวนั้นจะเห็นได้จากกะหล่ำปลีสีเขียว บล็อกโคลี่ คะน้า อะโวคาโด หน่อไม้ฝรั่ง ผักโขม แตงกวา แอปเปิ้ลสีเขียว และถั่วลันเตา เป็นต้น

เราจะเห็นได้ว่าผลไม้ที่มีสีเขียวนั้นจะมีสารสำคัญต่างๆประกอบไปด้วยคลอโรฟิลล์  Routine  และซีแซนทีน เป็นต้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ที่เรานำมายกตัวอย่างจะเป็นการช่วยในเรื่องของการลดมะเร็งและช่วยลดเกี่ยวกับการชะลอของร่างกายโดยเกิดจากการเสื่อมของจอประสาทตาและยังมีประโยชน์ในด้านของมีไฟเบอร์สูงช่วยในการขับถ่าย และช่วยต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญยับยั้งการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วยประโยชน์ถือว่าดีสุดๆไม่ควรพลาดอย่างเด็ดขาด

ผักผลไม้สีแดง

สำหรับผักผลไม้ที่มีสีแดงที่มีประโยชน์แก่ร่างกายของเราได้แก่กะหล่ำปลีแดง มะเขือเทศ หอมแดง แอปเปิ้ลสีแดง สตอเบอรี่   องุ่นแดง แตงโม ส้มโอสีชมพู มะละกอ ราสเบอรี่ และดอกกระเจี๊ยบเป็นต้น

ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าผักผลไม้สีแดงมีสารสำคัญต่างๆที่ร่างกายของเราต้องการซึ่งก็ได้แก่ไลโคปีน เบตาไซซีน และสารที่เป็นเอนไซม์ของโทไซยานิน จะเห็นได้ว่าสารต่างๆเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากโรคมะเร็งและยิ่งไปกว่านั้นจะช่วยลดดียิ่งขึ้นกับมะเร็งต่อมลูกหมากมะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูกแถมยังช่วยในการลดไขมันที่ไม่ดีออกไปอีกด้วยหากคนที่เป็นความดันก็คนทานให้เยอะๆเพราะมันช่วยลดการเกร็งตัวของหลอดเลือดที่สำคัญช่วยในเรื่องของริ้วรอยและสิวอีกด้วยนะจ๊ะ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  entaplay

รู้เท่าทันฝุ่น PM2.5  รับมือได้อย่างปลอดภัย

รู้เท่าทันฝุ่น PM2.5  รับมือได้อย่างปลอดภัย

    อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้สภาพอากาศของประเทศไทยเรานั้น อากาศไม่โปร่งใส ไม่สดชื่นมากพอที่เราจะสามารถตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วสูดรับเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปในปอดได้ เพราะทุกวันนี้ทุกคนจะตื่นเช้าขึ้นมาจะต้องพบเจอกับอาการที่มันขมุกขมัว มีแต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วลอยเต็มไปหมด จนต้องหาข้อมูลกันว่าต่อวันเลยว่าในแต่ละวันมีแถวไหนบ้างที่สภาพอากาศเลวร้ายจนเป็นสีแดง

  หรือตรงไหนทีอากาศเป็นสีเขียวพอที่เราจะสามารถไปเดินแถวนั้นได้ เชื่อว่าหลายคนคงยังเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 จะหมดไปจากประเทศเสียที เพราะทุกคนในตอนนี้คงรู้กันดีแล้วว่าอันตรายที่เกิดมากจากการสูดดมฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM2.5 เข้าไปจะมีผลร้ายแรงแต่ร่างกายของตัวเองอย่างไรบ้าง เพราะปัญหาความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากเราสูดเข้าไปแล้วมันจะแสดงอาการของโรคทันที แต่มันเป็นการสะสมสารพิษเข้าไปอยู่ในปอของเรา

และนานวันเข้าสารพิษในปอดเหล่านี้จะส่งร้ายแรงทำให้เราเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย และยังเป็นโรคที่ร้ายแรง อาจจะเป็นตัวการทำให้เราเสียชีวิตเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้นเมื่อเราทราบถึงผลเสียต่อการสูดดมเอาฝุ่นละอองขนาดจิ๋วเข้าปอดแบบนี้แล้ว  เรามาดูกันว่าควรจะทำอย่างไรในการับมือกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นี้ดี

-พยายามงดเดินทางไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองจิ๋ว PM2.5 ที่มีปริมาณสูง นั้นคือเมื่อเราตื่นเช้าขึ้นมา เราควรหาข้อมูลว่าพื้นที่ไหนที่เป็นสีแดงของค่า pm2.5 แล้วพยายามเลี่ยงที่จะต้องเดินทางไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พยายามงดกิจกรรมที่ต้องทำด้านนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการเดินบนท้องถนนที่มักจะมีรถติดและพ่นควันดำกันตลอดเวลา การออกบูทด้านนอกของตัวอาคารเป็นต้น เพราะช่วงนี้ฝุ่น pM2.5 ด้านนอกอาคารเยอะมากดังนั้นหากเราทำกิจกรรมด้านนอกอาการมีโอกาสในการสูดฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าไปเยอะมาก

-แต่ถ้าหากเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเหล่านี้ได้ และยังต้องมีการผ่านเข้าไปอยู่ในโซนทีมีความเสี่ยงที่มีค่า PM2.5 สูงเราจำเป็นต้องหาอุปกรณ์มาป้องกันตัวเอง นั่นก็คือ การใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 ได้

-ในช่วงนี่ร่างกายของเราต้องต่อสู้กับเชื้อโรคมากมายหลายชนิดถามยังมีเรื่องของฝุ่นละอองเข้ามาอีก ดังนั้นเราควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการกินผักและผลไม้ ทีมีประโยชน์

 

สนับสนุนโดย  nowbet

“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย”หรือเปล่า?

“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย”หรือเปล่า?

จะเห็นได้ว่าในตอนนี้หน้ากากอนามัยนั้นหายากมากและเชื้อโรคก็มีมากขึ้นเช่นกัน โดยผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นการหาหน้ากากอนามัยยิ่งยากเข้าไปใหญ่แถมที่มีอยู่ก็มีราคาที่แพงมากขึ้นด้วย จึงมีคนที่คิดค้นหน้ากากอนามัยด้วยวิธีต่างๆ แต่มันจะสามารถป้องกันเชื้อโรคได้จริงหรือไม่

 วันนี้เรามีคำตอบมาฝากสำหรับผู้ที่รักสุขภาพหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรที่จะทำความเข้าใจกับมันก่อนที่จะนำไปใช้ในทางที่ผิดซึ่งนั้นจะก่อให้เกิดการติดเชื้อโรคไวรัสใหม่นี้ขึ้นได้ ยิ่งหากเป็นบุคคลที่ต้องเจอกับผู้คนหรือต้องเดินทางที่มีการแออัดในกลุ่มฝูงชนด้วยแล้วยิ่งต้องมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

สำหรับกรมวิทยาศาสตร์ด้านการบริการ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับในเรื่องที่มีการใช้กระดาษทิชชู่มาทำหน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการนำไปใช้เอง

โดย“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย” หรือเปล่า?

ดร.ภูวดี ตู้จินดา หัวหน้าทีมวัสดุธรรมชาติและก็เส้นใย รวมทั้งโฆษกกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยแล้วก็นวัตกรรม (อว.)เผยออกมาว่า เนื่องจากว่าลักษณะของกระดาษนั้นเกิดการประสานกันของเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งก็จะมีช่องว่างอุดด้วยสารเติมแต่ง (filler)เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่างๆทั้งยังกระดาษสารพัดประโยชน์และก็กระดาษทิชชู่ยังมีคุณลักษณะสำหรับในการดูดซึมน้ำด้วย ซึ่งเมื่อมีละอองเข้ามาเกาะจะถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อกระดาษโดยความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดูดซึมขึ้นอยู่กับกระดาษสารพัดประโยชน์หรือกระดาษทิชชู่ที่ประยุกต์ใช้

นอกจากนั้นกระดาษสารพัดประโยชน์และก็กระดาษทิชชู่บางเกรดมีการเพิ่มเติมสารฟอกนวลเพื่อช่วยทำให้สีดูขาวขึ้น ถ้าหากใส่เป็นหน้ากาก มีความอับเปียกชื้นเป็นระยะเวลานานบางคนอาจแพ้รวมทั้งมีการระคายเคือง รวมทั้งเส้นใยอาจหลุดจากพื้นผิวเมื่อถูกเสียดสีขุยกระดาษที่สูดเข้าปอดไปก็บางครั้งอาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ศึกษาค้นคว้า และก็ให้คำแนะนำด้านเยื่อและก็กระดาษแก่ผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนทั่วๆไปโดยสินค้าจำพวกกระดาษทิชชู่ ประกอบด้วย กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษที่เอาไว้สำหรับเช็ดปาก รวมทั้งกระดาษสารพัดประโยชน์ สามารถทดสอบได้ทุกรายการ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) กำหนด

หน้ากากผ้า ทางออกเมื่อหน้ากากอนามัยใช้แล้วทิ้งขาดแคลน

นายแพทย์บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย พูดว่า จากเหตุการณ์หน้ากากอนามัยขาดแคลน รับรองว่า หน้ากากผ้านับว่าเป็นช่องทางของคนที่ไม่เจ็บป่วยได้ โดยประชาชนสามารถทำหน้ากากผ้าเองได้ ด้วยการใช้ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ รวมทั้งผ้าสาลู ซึ่งแม้ว่าจะช่วยได้ไม่ 100% แต่ว่ารองรับได้ 54-59%

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  dewabet

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa