หมวดหมู่: สุขภาพทั่วไป

รู้เท่าทันฝุ่น PM2.5  รับมือได้อย่างปลอดภัย

รู้เท่าทันฝุ่น PM2.5  รับมือได้อย่างปลอดภัย

    อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้สภาพอากาศของประเทศไทยเรานั้น อากาศไม่โปร่งใส ไม่สดชื่นมากพอที่เราจะสามารถตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วสูดรับเอาอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปในปอดได้ เพราะทุกวันนี้ทุกคนจะตื่นเช้าขึ้นมาจะต้องพบเจอกับอาการที่มันขมุกขมัว มีแต่ฝุ่นละอองขนาดเล็กจิ๋วลอยเต็มไปหมด จนต้องหาข้อมูลกันว่าต่อวันเลยว่าในแต่ละวันมีแถวไหนบ้างที่สภาพอากาศเลวร้ายจนเป็นสีแดง

  หรือตรงไหนทีอากาศเป็นสีเขียวพอที่เราจะสามารถไปเดินแถวนั้นได้ เชื่อว่าหลายคนคงยังเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 จะหมดไปจากประเทศเสียที เพราะทุกคนในตอนนี้คงรู้กันดีแล้วว่าอันตรายที่เกิดมากจากการสูดดมฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว PM2.5 เข้าไปจะมีผลร้ายแรงแต่ร่างกายของตัวเองอย่างไรบ้าง เพราะปัญหาความเจ็บปวดไม่ได้เกิดจากเราสูดเข้าไปแล้วมันจะแสดงอาการของโรคทันที แต่มันเป็นการสะสมสารพิษเข้าไปอยู่ในปอของเรา

และนานวันเข้าสารพิษในปอดเหล่านี้จะส่งร้ายแรงทำให้เราเป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย และยังเป็นโรคที่ร้ายแรง อาจจะเป็นตัวการทำให้เราเสียชีวิตเร็วขึ้นกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้นเมื่อเราทราบถึงผลเสียต่อการสูดดมเอาฝุ่นละอองขนาดจิ๋วเข้าปอดแบบนี้แล้ว  เรามาดูกันว่าควรจะทำอย่างไรในการับมือกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นี้ดี

-พยายามงดเดินทางไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นละอองจิ๋ว PM2.5 ที่มีปริมาณสูง นั้นคือเมื่อเราตื่นเช้าขึ้นมา เราควรหาข้อมูลว่าพื้นที่ไหนที่เป็นสีแดงของค่า pm2.5 แล้วพยายามเลี่ยงที่จะต้องเดินทางไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว พยายามงดกิจกรรมที่ต้องทำด้านนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นการเดินบนท้องถนนที่มักจะมีรถติดและพ่นควันดำกันตลอดเวลา การออกบูทด้านนอกของตัวอาคารเป็นต้น เพราะช่วงนี้ฝุ่น pM2.5 ด้านนอกอาคารเยอะมากดังนั้นหากเราทำกิจกรรมด้านนอกอาการมีโอกาสในการสูดฝุ่นละอองเหล่านี้เข้าไปเยอะมาก

-แต่ถ้าหากเราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำกิจกรรมกลางแจ้งเหล่านี้ได้ และยังต้องมีการผ่านเข้าไปอยู่ในโซนทีมีความเสี่ยงที่มีค่า PM2.5 สูงเราจำเป็นต้องหาอุปกรณ์มาป้องกันตัวเอง นั่นก็คือ การใส่หน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง PM2.5 ได้

-ในช่วงนี่ร่างกายของเราต้องต่อสู้กับเชื้อโรคมากมายหลายชนิดถามยังมีเรื่องของฝุ่นละอองเข้ามาอีก ดังนั้นเราควรบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการกินผักและผลไม้ ทีมีประโยชน์

 

สนับสนุนโดย  nowbet

“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย”หรือเปล่า?

“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย”หรือเปล่า?

จะเห็นได้ว่าในตอนนี้หน้ากากอนามัยนั้นหายากมากและเชื้อโรคก็มีมากขึ้นเช่นกัน โดยผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวัน ดังนั้นการหาหน้ากากอนามัยยิ่งยากเข้าไปใหญ่แถมที่มีอยู่ก็มีราคาที่แพงมากขึ้นด้วย จึงมีคนที่คิดค้นหน้ากากอนามัยด้วยวิธีต่างๆ แต่มันจะสามารถป้องกันเชื้อโรคได้จริงหรือไม่

 วันนี้เรามีคำตอบมาฝากสำหรับผู้ที่รักสุขภาพหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงควรที่จะทำความเข้าใจกับมันก่อนที่จะนำไปใช้ในทางที่ผิดซึ่งนั้นจะก่อให้เกิดการติดเชื้อโรคไวรัสใหม่นี้ขึ้นได้ ยิ่งหากเป็นบุคคลที่ต้องเจอกับผู้คนหรือต้องเดินทางที่มีการแออัดในกลุ่มฝูงชนด้วยแล้วยิ่งต้องมาทำความเข้าใจให้ถูกต้อง

สำหรับกรมวิทยาศาสตร์ด้านการบริการ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับในเรื่องที่มีการใช้กระดาษทิชชู่มาทำหน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการนำไปใช้เอง

โดย“กระดาษทิชชู่” ควรที่จะนำมาทำเป็น “หน้ากากอนามัย” หรือเปล่า?

ดร.ภูวดี ตู้จินดา หัวหน้าทีมวัสดุธรรมชาติและก็เส้นใย รวมทั้งโฆษกกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยแล้วก็นวัตกรรม (อว.)เผยออกมาว่า เนื่องจากว่าลักษณะของกระดาษนั้นเกิดการประสานกันของเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งก็จะมีช่องว่างอุดด้วยสารเติมแต่ง (filler)เพื่อเพิ่มคุณสมบัติต่างๆทั้งยังกระดาษสารพัดประโยชน์และก็กระดาษทิชชู่ยังมีคุณลักษณะสำหรับในการดูดซึมน้ำด้วย ซึ่งเมื่อมีละอองเข้ามาเกาะจะถูกดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อกระดาษโดยความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดูดซึมขึ้นอยู่กับกระดาษสารพัดประโยชน์หรือกระดาษทิชชู่ที่ประยุกต์ใช้

นอกจากนั้นกระดาษสารพัดประโยชน์และก็กระดาษทิชชู่บางเกรดมีการเพิ่มเติมสารฟอกนวลเพื่อช่วยทำให้สีดูขาวขึ้น ถ้าหากใส่เป็นหน้ากาก มีความอับเปียกชื้นเป็นระยะเวลานานบางคนอาจแพ้รวมทั้งมีการระคายเคือง รวมทั้งเส้นใยอาจหลุดจากพื้นผิวเมื่อถูกเสียดสีขุยกระดาษที่สูดเข้าปอดไปก็บางครั้งอาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ทั้งนี้กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นหน่วยงานให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ศึกษาค้นคว้า และก็ให้คำแนะนำด้านเยื่อและก็กระดาษแก่ผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนทั่วๆไปโดยสินค้าจำพวกกระดาษทิชชู่ ประกอบด้วย กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า กระดาษเช็ดมือ กระดาษที่เอาไว้สำหรับเช็ดปาก รวมทั้งกระดาษสารพัดประโยชน์ สามารถทดสอบได้ทุกรายการ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) กำหนด

หน้ากากผ้า ทางออกเมื่อหน้ากากอนามัยใช้แล้วทิ้งขาดแคลน

นายแพทย์บัญชา ค้าของ รองอธิบดีกรมอนามัย พูดว่า จากเหตุการณ์หน้ากากอนามัยขาดแคลน รับรองว่า หน้ากากผ้านับว่าเป็นช่องทางของคนที่ไม่เจ็บป่วยได้ โดยประชาชนสามารถทำหน้ากากผ้าเองได้ ด้วยการใช้ผ้าฝ้าย ผ้าใยสังเคราะห์ รวมทั้งผ้าสาลู ซึ่งแม้ว่าจะช่วยได้ไม่ 100% แต่ว่ารองรับได้ 54-59%

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  dewabet

“หัวเราะขณะหลับ”เรื่องธรรมดาหรือพฤติกรรมที่น่ากังวล

“หัวเราะขณะหลับ”เรื่องธรรมดาหรือพฤติกรรมที่น่ากังวล

การนอน ถือได้ว่าเป็นการพักผ่อนของร่างกาย มนุษย์เราจำเป็นที่จะต้องที่จะต้องมีการนอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง แล้วถ้าหากว่าจู่ๆพวกเราเกิดหัวเราะออกมาเวลาที่กำลังนอนหลับอยู่ล่ะการหัวเราะขณะนอนหลับ นับว่าเป็นสัญญาณอันตรายของสุขภาพหรือเปล่า? เรามาหาคำตอบกัน

อาการหัวเราะตอนนอนหลับ คืออะไร

คนเราในเวลาที่นอนหลับนั้น ร่างกายก็จะนิ่ง ไม่มีการแสดงอาการอะไรออกมา เว้นแต่ว่าจะมีการพลิกตัวเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถสำหรับการนอนแค่นั้น หรืออาจมีการละเมอขึ้นมาในบางครั้งนอกเหนือจากนั้นแล้ว มนุษย์เราก็สามารถที่จะหัวเราะออกมาในขณะกำลังนอนอยู่ด้วยเหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กแรกเกิด หรือเด็กๆที่อายุยังน้อย ซึ่งการหัวเราะในระหว่างการนอนหลับนั้น เป็นการที่ร่างกายตอบสนองต่อความฝัน ซึ่งคือเรื่องธรรดา และไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อร่างกายอะไร

สาเหตุที่ทำให้เรา หัวเราะขณะนอนหลับ

ภาวะความผิดปกติขณะนอนหลับ (REM: sleep behavior disorders)

การหัวเราะขณะที่นอน บางทีอาจเป็นลักษณะของสภาวะความผิดปกติขณะที่กำลังนอนหลับ (REM sleep behavior disorders) หรือการนอนหลับในระยะ REM ที่เป็นช่วงที่เกิดความฝันในขณะนอนหลับและก็ร่างกายต้องการแสดงออกถึงอิริยาบถต่างๆตามความฝันที่เกิดขึ้น แต่ว่าร่างกายของมนุษย์เวลาที่นอนหลับอยู่นั้นจะอ่อนเพลียและไม่สามารถที่จะขยับได้มาก

สมองก็เลยสั่งให้ร่างกายแสดงออกผ่านทางการหายใจ บางทีอาจเป็นการหายใจถี่ๆหรือหายใจแรง และก็การกลอกตาไปๆมาๆในขณะหลับ มีการยิ้ม รวมทั้งในบางครั้งก็สามารถที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยเหมือนกัน

การละเมอ

เสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นในระหว่างการนอนหลับนั้น บางครั้งบางทีอาจเป็นอาการละเมอ ซึ่งเป็นความผิดปกติในระหว่างการนอน โดยจะมีการแสดงออกของอิริยาบถ หรือพฤติกรรมต่างๆเป็นต้นว่า การเดิน การลุกขึ้นนั่ง การยืน หรือที่พวกเรามักได้ยินกันเป็นประจำคือ ละเมอเดิน ซึ่งอาการละเมอนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายกรณี ดังต่อไปนี้

-พันธุกรรม

-การใช้ยากล่อมประสาท

-อดนอน

-ตารางการนอนที่ไม่คงที่

-ความเครียด

-อาการหัวเราะขณะหลับในเด็ก

คุณพ่อคุณแม่หลายๆคนคงพบเห็นสถานะการณ์นี้จนกระทั่งเป็นเรื่องปกติ ในช่วงเวลาที่ไกวเปล หรือเฝ้าดูเจ้าตัวน้อยนอนอย่างสุขสบาย ก็จะมองเห็นว่าลูกของคุณกำลังยิ้ม รวมทั้งบางทีก็หัวเราะออกมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการหัวเราะขณะหลับในเด็กตัวเล็กๆนั้น อาจมีปัจจัยที่แตกต่างแล้วก็เพิ่มเติมไปจากของผู้ใหญ่ นั้นก็คือ

พัฒนาการทางด้านอารมณ์

ในตอนกลางวัน เด็กบางทีอาจจะส่งเสียงร้องเพลง หรือเต้นตามจังหวะต่างๆทำให้สมองจดจำเอาสิ่งเหล่านี้ไว้ แล้วก็เกิดมีการประมวลผลสิ่งเหล่านี้ในตอนที่เด็กกำลังหลับ เด็กจึงหัวเราะแล้วก็ยิ้มตามการประมวลผลทางอารมณ์ดังที่สมองสั่งการ

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันออนไลน์2020

ใครจำเป็นต้องใส่ “หน้ากากอนามัย” ช่วง “โควิด-19” ระบาดบ้าง?

ใครจำเป็นต้องใส่ “หน้ากากอนามัย” ช่วง “โควิด-19” ระบาดบ้าง?

ยังการันตีว่าในตอนที่ยังมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายชนิดใหม่ หรือ “โควิด-19” (COVID-19) ในประเทศไทยและไม่มั่นใจว่าคนรอบข้างติดเชื้อโรคจากการไปประเทศเสี่ยงหรือเปล่า การใส่หน้ากากอนามัยยังคงเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดการได้รับเชื้อไวรัสจากคนสู่คนได้ (รองลงมาจากการล้างมือเป็นประจำด้วยสบู่ แล้วก็เจลล้างมือ)แต่ว่าในตอนที่หน้ากากอนามัยขาดกระทั่งราคาพุ่งสูงเป็นหลายสิบเท่าตัวอย่างนี้ พวกเราก็เลยจำต้องให้คนที่มีความสำคัญสำหรับเพื่อการใช้หน้ากากอนามัยมากจริงๆได้ใช้ก่อน

สมาคมอุรเวชช์ที่เมืองไทย ในพระบรมราชูปถัมป์ มีคำเสนอแนะสำหรับการใช้หน้ากากอนามัยในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาฝากประชาชนคนประเทศไทย ดังต่อไปนี้

คนไหนจำเป็นต้องใส่ “หน้ากากอนามัย” ช่วง “โควิด-19” ระบาดบ้าง?

-คนป่วยไข้หวัด มีลักษณะไอ จาม น้ำมูกไหล (ไม่ว่าจะไม่สบายหวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือติดเชื้อโรคโควิด-19)

-คนที่พึ่งกลับจากการเดินทางไปในกลุ่มประเทศเสี่ยง

-เจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องดำเนินงานใกล้ชิดกับคนป่วยไข้หวัด รวมทั้งคนที่พึ่งจะกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง

-คนที่อยู่ภายในเขตพื้นที่ปิด ที่มีคนอยู่แออัดคับแคบ อีกทั้งผู้รับบริการ แล้วก็ผู้ให้บริการ เป็นต้นว่า รถยนต์สาธารณะ ห้องอาหาร ฮอลล์การแสดงดนตรี โรงพยาบาล เป็นต้น

-พนักงานขับรถสาธารณะ หรือให้บริการสาธารณะอื่นที่มีคนรวมอยู่ร่วมกันเยอะๆ

-เจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ที่จะต้องเกี่ยวเนื่องกับคนป่วยทั่วๆไป และก็ถ้าหากจำต้องรักษาหรือให้บริการคนป่วยที่มีลักษณะอาการไข้หวัด หรือคนป่วยกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโรคโควิด-19 จะต้องใส่หน้ากาก N95 หรือเท่ากัน เนื่องจากว่าถ้าได้รับเชื้อจากคนป่วยแล้ว จะไปกระจายเชื้อให้กับคนไข้คนอื่นๆได้ง่าย

คนร่างกายแข็งแรงปกติ ไม่อยู่ในกลุ่มควรต้องใช้หน้ากากอนามัย ยังสามารถใช้ได้ไหม?

หากยังสามารถหาหน้ากากอนามัยมาใช้ได้ง่าย เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะใส่เมื่อออกไปที่ชุมชน เพื่อป้องกันตนเอง รวมทั้งคนอื่นๆ ยังไม่มีหลักฐานรองรับอีกทั้งด้านโต้เถียง และก็ด้านสนับสนุนในเรื่องของประโยชน์ที่ได้รับกับผลกระทบในด้านที่เสียหาย ยกเว้นจะก่อให้หน้ากากอนามัยมีใช้ไม่เพียงพอ

ดังนี้ ในเรื่องที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนมากมายจริงๆจะเรียงลำดับจุดสำคัญจากผู้เจ็บป่วย เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ที่รักษาคนป่วย ก็เลยและก็ตามด้วยประชาชนทั่วๆไปรวมทั้งการใช้หน้ากากอนามัยยังจำต้องควบคู่ไปกับการป้องกันการแพร่และก็ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสวิธีอื่น อย่างเช่น ล้างมือบ่อยๆด้วยสบู่ เจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารร้อน ช้อนกลาง ไม่ใช้ช้อน ส้อม ตะเกียบ หลอดน้ำ แก้วน้ำ รวมทั้งผ้าที่เอาไว้เช็ดตัวผ้าที่มีไว้เช็ดหน้าร่วมกันกับคนอื่นๆ กักตัวอยู่คนเดียว 14 วันแม้พึ่งจะกลับจากพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งเมื่อมีลักษณะไข้สูงมาก ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ และก็หอบอ่อนแรง ควรจะรีบพบแพทย์

 

ขอบคุณ BK8  ผู้ที่ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด

เคล็ดลับการกินไม่ให้เป็นโรคอ้วนลงพุง

เคล็ดลับการกินไม่ให้เป็นโรคอ้วนลงพุง

ความอ้วนเป็นต้นกำเนิดของการเป็นโรคร้ายต่างๆ ที่เป็นคนจะเป็นกันมากก็คือโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ   ซึ่งโรคที่ว่านี้ล้วนเป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ เพราะเมื่อเป็นแล้วต้องกินยาเพื่อรักษาอาการอยู่ตลอด

และทำอย่างไรล่ะที่คุณจะไม่เป็นโรคอ้วนลงพุง นอกจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองหันมาออกกำลังกายแล้ว คุณยังต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่

ซึ่งวันนี้เรามีเคล็ดลับในการเลือกที่จะกิน ว่ากินอย่างไรคุณถึงไม่เป็นโรคอ้วนลงพุง 

  1. ลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย   มันคือพื้นฐานในการที่คุณจะปรับวิธีการกิน เพราะถ้าคุณเลือกกินแต่อาหารที่มีไขมันสูงหรือของที่ใช้น้ำมันทอด พอกินสะสมไปมากเข้าก็จะกลายเป็นโรคอ้วน ควรเปลี่ยนมากินอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ ผักและผลไม้ที่ให้กากใย ส่วนขนมขบเคี้ยวระหว่างวัน ก็เปลี่ยนมากินขนมธัญพืชสำหรับคนรักสุขภาพที่มีขายตามท้องตลาดทั่วๆไปแทน
  2. เปลี่ยนพฤติกรรมไม่กินไปดูทีวีไป  การกินไปดูทีวีไปเป็นพฤติกรรมที่ทำให้คุณเผลอกินอาหารที่มีอยู่ตรงหน้าในปริมาณที่มากเกินไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเวลาที่คุณดูทีวีนั้น มันให้ความรู้สึกเพลิดเพลิน จนลืมไปว่าคุณกินอาหารเข้าไปมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นต้องเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือกินให้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมานั่งดูทีวี 
  3. เคี้ยวอาหารช้าๆอย่ารีบกลืน   การเคี้ยวอาหารช้าๆจะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น ใน 1 คำ คุณต้องเคี้ยวให้ได้ 25-30 ครั้งก่อนกลืน และการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนยังช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
  4. ต้องกินอาหารให้ตรงตามเวลา    การกินอาหารไม่ตรงเวลาทำให้ระบบในร่างกายเกิดความผิดปกติ เช่น  ระบบเผาผลาญเสีย อาหารไม่ย่อย ขับถ่ายไม่เป็นปกติ ส่งผลให้เราเป็นโรคอ้วนได้ง่าย ดังนั้นในทุกๆวัน จะต้องกินอาหารให้ครบ 3 มื้อ และตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ด้วย
  5. พยายามหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  จะพบว่าพวกที่ชอบดื่มเหล้าหรือเบียร์เป็นประจำทุกวัน ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีพุง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะมีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ น้ำหวานรวมอยู่ด้วย เวลาที่ดื่มเข้าไปมากๆจะเข้าไปสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน

  หากวันนี้คุณยังไม่เริ่มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเสียใหม่ คุณก็แค่เป็นคนที่เป็นโรคอ้วนลงพุงก่อน ต่อจากนั้นก็จะเริ่มทยอยเป็นโรคร้ายชนิดต่างๆ  ถ้าไม่อยากให้ถึงวันนั้นช่วยหันมาดูแลสุขภาพโดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกิน ของตัวคุณเองกันเถอะ  

วิธีหลอกล่อเจ้าตัวน้อยให้ยอมไปฉีดวัคซีน

วิธีหลอกล่อเจ้าตัวน้อยให้ยอมไปฉีดวัคซีน

สำหรับเด็กที่อายุแรกเกิดจนถึงสองขอบนั้นจะต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันการเกิดโรค และป้องกันการเจ็บป่วยให้กับเด็กซึ่งเด็กแต่ละอายุวัยก็จะมีตารางการฉีดวัคซีนที่ไม่เหมือนกันและปัญหาที่พ่อแม่มักจะพบส่วนใหญ่ก็คือ เมื่อฉีดวัคซีนแล้วเด็กจะเจ็บและร้องไห้โวยวายและจะมีการจำฝังใจว่าเคยฉีดวัคซีนแล้วต้องเจ็บเพียงใด ทำให้มักพบปัญหาว่าครั้งต่อไปพาลูกไปฉีดวัคซีนที่ไร ยังไม่ทันได้ฉีดเด็กก็มักจะร้องไห้ก่อนแล้ว

วันนี้เรามีวิธีการหลอกล่อเจ้าตัวเล็กให้ยอมไปฉีดวัคซีนมาฝากกันค่ะ

  1. หลอกล่อด้วยการเป่าตรงบริเวณที่จะฉีดก่อนที่จะมีการลงมือฉีดยา หลอกล่อเด็กว่าหากเป่าก่อนแล้วเวลาฉีดยาจะไม่เจ็บและในขนาดที่เด็กโดนฉีดยาอยู่ก็ควรจะเป่าตรงที่เด็กโดนฉีดยาตลอดเวลาจนกว่าจะฉีดเสร็จจะช่วยให้เด็กมีกำลังใจที่จะฉีดยามากขึ้น
  2. เบี่ยงเบนความสนใจเด็กให้สนใจอย่างอื่นแทนในขณะที่พยาบาลกำลังฉีดยาให้เด็ก โดยการชวนเด็กดูภาพตามผนังห้องฉีดยา หรืออาจจะเตรียมของเล่นใหม่มาให้เด็กเอาไว้เล่นตอนฉีดยาเพื่อที่เขาจะได้เล่นเพลินและไม่ได้สนใจหันมามองว่าตนเองกำลังโดนฉีดยาอยู่
  3. หาขนมหวานมาล่อ ยิ่งเฉพาะเด็กที่อายุยังไม่เกิน 1 ปี มีการวิจัยออกมาว่าหากกินกลูโคสก่อนที่จะให้พยาบาลฉีดยาสักประมาณ 5นาที กลูโคสจะช่วยลดความเจ็บปวดจากการถูกฉีดยาได้มาก
  4. ระหว่างที่ฉีดยาอาจจะหาอะไรมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูกน้อยด้วยการเปิดการ์ตูน ให้ลูกดูทั้งก่อนเวลาฉีดยาและขณะที่ฉีดยาเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก

เห็นไหมคะว่าการที่พ่อแม่จะพาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนนั้นมีวิธีการดีดีอีกมากมายที่เราจะสามารถนำมาเบี่ยงเบนความสนใจของลูก เพื่อไม่ให้เข้าสนใจกับเข้มฉีดยาและพยาบาลจนเกินไป ซึ่งแต่เดิมการพาเด็กไปฉีดยานั้นพยาบาลกับพ่อและแม่มักจะต้องช่วยกันล็อกแขนและขาเพื่อไม่ให้เด็กดิ้น

ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เด็กกลัวฝังใจ และหากต้องมาฉีดวัคซีนครั้งต่อไปก็จะเกิดการต่อต้านขึ้น แต่ถ้าหากใช้วิธีการหลอกล่อเด็กตามวิธีการดัง 4 ข้อที่แนะนำไปแล้วนั้น รับรองได้เลยว่าในขณะที่ลูกน้อยถูกคุณพยาบาลฉีดยา ลูกแทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บจากการโดนเข็มเลย เพราะเขามัวแต่สนใจสิ่งอื่นจนลืมความเจ็บ

แต่การใช้วิธีการหลอกล่อนั้นไม่ควรจับบังคับเด็กนะคะ ควรให้เขานั่งหรือนอนสบายสบายและเมื่อเขารู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเราก็จะสามารถฉีดวัคซีนให้เจ้าตัวน้อยได้เอง

ดีท็อกซ์สารพิษให้ออกจากร่างกาย

ดีท็อกซ์สารพิษให้ออกจากร่างกาย

สุดยอด 4 ผักที่จะช่วยดีท็อกซ์สารพิษให้ออกจากร่างกายได้

      การดีท็อกซ์สารพิษให้ออกจากร่างกายของเรานั้น คุณเชื่อไหมว่า ผักและผลไม้ที่เราซื้อกินกันอยู่ทุกวันนี้เป็นตัวช่วยในการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกจากร่างกายได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสารพิษที่สะสมอยู่ในตับ หรือลำไส้ก็สามารถช่วยขับออกได้โดยที่เราไม่ต้องไปพึ่งยาแต่อย่างใด อีกทั้งการกินผักและผลไม้ก็จะช่วยบำรุงร่างกายและผิวพรรณของเราให้เปล่งปลั่งสดใส ไม่เหี่ยวย่น

วันนี้เราจะมาแนะนำกันว่าผักอะไรบ้างที่มีคุณสมบัติในการดีท็อกซ์ได้ดีเยี่ยมบ้าง

  • ผักกาดแดง หรือที่เรานิยมเรียกกันว่า บีทรูท ลักษณะของผักชนิดนี้จะเป็นหัว ผ่ามาข้างในจะเป็นสีแดง ซึ่งในบีทรูทจะมีสารที่จะช่วยในเรื่องของการดีท็อกซ์สารพิษในตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญจะมีสารที่จะช่วยเกี่ยวกับการฟอกเลือดให้สารพิษในเลือดหมดไป
  • กะหล่ำปลี เชื่อว่าผักชนิดนี้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อมาทำอาหารทานเพราะหาซื้อได้ง่ายและราคาก็ไม่แพงอีกด้วย ซึ่งว่ากันว่าในกะหล่ำปลีนั้นมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็งเป็นจำนวนมาก และหากใครที่อยากจะดีท็อกซ์ล้างสารพิษออกจากตับและ จำกัดสารพิษที่เกิดจากควันบุหรีแล้วละก็ การกินผักกะหล่ำปลีจะช่วยได้ เพราะในกะหล่ำปีมีสารอาหารหลายชนิดที่จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงปลอดภัยจากสารพิษที่เจือปนอยู่ในร่างกายได้ อีกทั้งยังสามารถทำความสะอาดทางเดินอาหารให้สะอาดปราศจากสารพิษอีกด้วย
  • ผักขึ้นฉ่าย  ผักที่เรานิยมมาประกอบอาหารโดยเฉพาะใส่กับผักผงกระหรี่หรือใส่ในต้มยำ หรือแม้แต่อาหารพวกยำ โดยส่วนมากแล้วเรามักจะกินผักขึ้นฉ่ายทั้งแบบสดสดและผ่านการปรุงแล้ว ซึ่งหากใครที่อยากล้างสารพิษออกจากร่างกาย หรือแม้แต่อยากป้องกันให้ตัวเองห่างไกลจากโรคมะเร็งการกินผักขึ้นฉ่ายจะได้ผลเป็นอย่างมากเพราะขึ้นฉ่ายมีคุณสมบัติที่จะช่วยกำจัดสารพิษจากควันบุรี่ออกจากร่างกายรวมถึงกำจัดสารพิษที่จะมาสร้างเซลล์มะเร็งออกจากร่างกายได้อีกด้วย
  • ผักคะน้า เชื่อว่าเป็นผักที่ทุกคนคงรู้จักและเคยกินกันมาบ้างแล้ว สำหรับผักคะน้านั้นจะมีสารที่จะช่วยดีท็อกซ์สารพิษออกจากร่างกายและตับได้อย่างยอดเยี่ยม ยังเป็นผักที่มีเส้นใยอาหารสูงซึ่งจะช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายและช่วยล้างทำความสะอาดลำไส้ ซึ่งหากจะเปรียบไปแล้ว ผักคะน้าก็มีคุณสมบัติที่เหมือนกับผักกะหล่ำปลีนั่นเอง ซึ่งผักคะน้านั้น หาซื้อได้ง่ายตามตลาดสดก็มีขายและราคาไม่แพงอีกด้วย 
การลดน้ำหนักแบบผิดๆ

การลดน้ำหนักแบบผิดๆ

หลายๆครั้งคนที่ลดน้ำหนักแล้วไม่เห็นผลไม่ใช่ว่าไม่ตั้งใจบางครั้งก็เจอคนที่ตั้งใจลดน้ำหนักแต่ก้ไม่สามารถที่จะลดน้ำหนักลงได้เป็นเพราะอะไรรู้หรือไม่ว่า เพราะเขานั้นได้มีความเชื่อที่ผิดๆแล้วถ้าอยากลดน้ำหนักจริงคงต้องอธิบายและก็แก้ความเชื่อเดิมๆนั้นออกไปก่อนแต่จริงๆแล้วในส่วนของการลดน้ำหนักนั้นมันมีหลายข้อเราจะมาอธิบายเกี่ยวกับข้อความผิดๆที่เข้าใจกันมาและวันนี้จะมาเหล่าเกี่ยวกับเรื่องที่เข้าจผิดก่อนแล้วกัน

ถ้าจะลดน้ำหนักต้องอดอาหาร หรือ ต้องอดข้าวเย็นห้ามกินหลัง5โมง6โมงเย็น

คนที่จะลดน้ำหนักนั้นจะบอกก่อนเลยว่าเราจะต้องควบคุมอาหารการกินแต่ว่าไม่ใช่อดอาหาร คำว่าควบคุมอาหารนั้นหมายถึงการควบคุมปริมาณอาหารหรือเราอาจจะต้องกินในปริมาณที่มันน้อยลงหรือเพราะที่เรานั้นอ้วนขึ้นมาได้อาจจะเป็นเพราะเรานั้นกินในปริมาณที่เยอะเกินไปที่นี้ในการคุมการกินปริมาณที่น้อยลงเราก็จะต้องดูคุณภาพของอาหารที่เรานั้นรับประทานด้วย หมายถึงว่าต่อให้กินน้อยลงจริงแต่ของที่เรากินนั้นที่มันเหลืน้อยๆนั้นมันก็จะต้องมาสารอาหารที่จะต้องใช้ได้ไม่ใช่ว่าคุณคุมอาหารกินอาหารปริมาณที่น้อยลงเสร็จแล้วและยังไปเลือกกินของที่แย่ๆโปรตีก็น้อยและมีแต่แป้งมีแต่น้ำตาลแบบนั้นและต่อให้คุณนั้นกินน้อยและต่อให้คุณอดอาหารคุณสามารถลดน้ำหนักได้จริงแค่เพีลงในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้นเอง

แต่สำหรับในระยะยาวนั้นมันไม่เป็นผลดีอะไรเลย ทีนี้สำหรับคำว่าอดขอแยกแยะในการอดอาหารแบบผิดวิธีกับอดอาหารแบบ ไอเอฟ สำหรับคนที่อดอาหารแบบไอเอฟนั้นเขาจะกำเนิดในช่วงระยะเวลาการกินเอาไว้และในช่วงที่เขานั้นกินได้เขาก็จะกินเลือกกินของดีๆเพื่อให้ได้สารอาหารแบบครบถ้วนแต่สำหรับคนที่อดอาหารแบบไม่รู้วิธีและอดแบบผิดๆอย่างเช่นไม่กินมื้อเย็นและเที่ยวกับเช้าก็ยังกินแบบปกติกินแต่ของแย่ๆเหมือนเดิมอันนี้มันเป็นวิธีที่อดอาหารแบบผิดๆแบบไม่ถูกต้อง

สาเหตุที่มันไม่ถูกก็คือคนอ้วนนั้นเขาก็ชอบกินอยู่แล้วคุณไปอดไม่กินมันก็ทรมารอยู่แล้วและสารอาหารที่ได้มันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายร่างกายก็จะสั่งให้เราหิวและก็จะหิวบ่อยหงุดหงิดแบบไม่มีความสุขและที่สำคัญก็คือ ฝืนทำแบบนี้นานๆก็อาจจะทำให้ระบบการเผาผลาญเรานั้นเสียเกิดอาหารโยโย่และในการลดน้ำหนักครั้งหน้ามันก็จะยิ่งยากขึ้นเผินๆมันก็อาจจะอ้วนขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย

Theme: Overlay by Kaira Extra Text
Cape Town, South Africa